"ชิชาริโต้" ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ฟอร์มแรงซัดเบิ้ล ควง เวย์น รูนี่ย์ กับ ฟาบิโอ ดา ซิลวา ซัดอีกคนละประตู ช่วยให้ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกถล่ม วีแกน ถึงถิ่น 4-0 ทำแต้มทิ้งห่างอันดับ2 อาร์เซน่อล 4 คะแนน ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
รูนมุ่งมั่นโชว์ฟอร์มเทพหลังผ่านวิกฤตชีวิต
เวย์น รูนี่ย์ หัวหอกเลือดเดือดของ "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด มั่นใจ จะโชว์ฟอร์มขั้นเทพ ช่วยทีมนำแชมป์กลับสู่ถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้ง หลังตอนนี้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่แสนเลวร้ายที่สุดในชีวิตไปแล้ว
เวย์น รูนี่ย์ กองหน้าจอมถล่มประตูของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จ่าฝูงแห่งศึกพรีเมียร์ลีก ออกมาแสดงความมั่นใจว่า เขาพร้อมที่จะระเบิดฟอร์มสุดยอดในช่วงที่เหลืออยู่ของฤดูกาลนี้ หลังผ่านพ้นประสบการณ์ที่ย่ำแย่ในช่วงที่ผ่านมาแล้ว
"รูน" เจอกับปัญหามากมาย ทั้งโดนแฉเรื่องชีวิตส่วนตัวที่แอบนอกใจเมีย รวมทั้งการร้องขอย้ายทีม จนส่งผลให้ฟอร์มนักเตะร่วงกราวรูด อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว และเจ้าตัวก็มั่นใจว่า ถึงเวลาที่เขาจะตอบแทนสโมสรด้วยผลงานที่ดีที่สุดอีกครั้ง
ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ กล่าวว่า "ผมต้องพูดว่า มันเป็นซีซั่นที่ยากลำบากสำหรับผม บางทีมันเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดเลยก็ว่าได้ ช่วงสัปดาห์ที่ผมร้องขอย้ายทีม มีบางสิ่งที่ผมไม่ต้องการผ่านเข้ามาอีกครั้ง แต่ผมรู้สึกว่า ผมตัดสินใจถูกที่อยู่กับทีมต่อไป เพราะสโมสรนี้ได้ลุ้นแชมป์อยู่เสมอ ผมโดนจ้องจับผิด และพลาดลงเล่นหลายเกม ดังนั้นผมไม่รู้สึกอยากที่จะลงเล่นเลย"
นอกจากนี้ รูนี่ย์ ซึ่งตีลังกายิงประตูชัยให้ "ผีแดง" ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอมรับว่า อยากช่วยทีมคว้าแชมป์ลีกให้ได้ หลังผิดหวังเมื่อซีซั่นที่แล้ว "ประตูในเกมกับ แมนฯ ซิตี้ ทำให้ผมมีกำลังใจมากยิ่งขึ้น เพราะมันเป็นเกมที่สำคัญมาก เราอยากที่จะนำแชมป์กลับมาสู่ทีมให้ได้"
ส่วนเกมที่ต้องพบ เชลซี ในช่วงกลางสัปดาห์หน้า รูนี่ย์ ให้ความเห็นว่า "เรามีสถิติที่ย่ำแย่ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ผมไม่คิดเรื่องที่ผมเคยคว้าแชมป์มาหมดแล้วตลอดอาชีพของผม ผมมีความทรงจำที่เลวร้ายที่สนามแห่งนี้ อย่างตอนที่ผมกระดูกฝ่าเท้าแตกก่อนฟุตบอลโลก 2006"
"ความจริงแล้วมันเป็นเกมสำคัญ และ เชลซี ต้องการคว้าชัยชนะมากกว่าเรา หวังว่าแรงกดดันจะตกไปอยู่กับพวกเขา ผมรู้สึกประหลาดใจนิดหน่อยที่พวกเขาตามหลังเราในลีก แต่ผมไม่มีทางขีดฆ่าชื่อพวกเขาออกจากการลุ้นแชมป์แน่นอน เราทำงานหนักเพื่อเอาชนะพวกเขา แต่พวกเขาก็คิดเหมือนกับเราเช่นกัน เพราะมันเป็นเกมสำคัญที่จะบอกว่า ทีมไหนจะได้ลุ้นแชมป์ต่อไป" รูนี่ย์ ร่ายยา
เวย์น รูนี่ย์ กองหน้าจอมถล่มประตูของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จ่าฝูงแห่งศึกพรีเมียร์ลีก ออกมาแสดงความมั่นใจว่า เขาพร้อมที่จะระเบิดฟอร์มสุดยอดในช่วงที่เหลืออยู่ของฤดูกาลนี้ หลังผ่านพ้นประสบการณ์ที่ย่ำแย่ในช่วงที่ผ่านมาแล้ว
"รูน" เจอกับปัญหามากมาย ทั้งโดนแฉเรื่องชีวิตส่วนตัวที่แอบนอกใจเมีย รวมทั้งการร้องขอย้ายทีม จนส่งผลให้ฟอร์มนักเตะร่วงกราวรูด อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว และเจ้าตัวก็มั่นใจว่า ถึงเวลาที่เขาจะตอบแทนสโมสรด้วยผลงานที่ดีที่สุดอีกครั้ง
ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ กล่าวว่า "ผมต้องพูดว่า มันเป็นซีซั่นที่ยากลำบากสำหรับผม บางทีมันเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดเลยก็ว่าได้ ช่วงสัปดาห์ที่ผมร้องขอย้ายทีม มีบางสิ่งที่ผมไม่ต้องการผ่านเข้ามาอีกครั้ง แต่ผมรู้สึกว่า ผมตัดสินใจถูกที่อยู่กับทีมต่อไป เพราะสโมสรนี้ได้ลุ้นแชมป์อยู่เสมอ ผมโดนจ้องจับผิด และพลาดลงเล่นหลายเกม ดังนั้นผมไม่รู้สึกอยากที่จะลงเล่นเลย"
นอกจากนี้ รูนี่ย์ ซึ่งตีลังกายิงประตูชัยให้ "ผีแดง" ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอมรับว่า อยากช่วยทีมคว้าแชมป์ลีกให้ได้ หลังผิดหวังเมื่อซีซั่นที่แล้ว "ประตูในเกมกับ แมนฯ ซิตี้ ทำให้ผมมีกำลังใจมากยิ่งขึ้น เพราะมันเป็นเกมที่สำคัญมาก เราอยากที่จะนำแชมป์กลับมาสู่ทีมให้ได้"
ส่วนเกมที่ต้องพบ เชลซี ในช่วงกลางสัปดาห์หน้า รูนี่ย์ ให้ความเห็นว่า "เรามีสถิติที่ย่ำแย่ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ผมไม่คิดเรื่องที่ผมเคยคว้าแชมป์มาหมดแล้วตลอดอาชีพของผม ผมมีความทรงจำที่เลวร้ายที่สนามแห่งนี้ อย่างตอนที่ผมกระดูกฝ่าเท้าแตกก่อนฟุตบอลโลก 2006"
"ความจริงแล้วมันเป็นเกมสำคัญ และ เชลซี ต้องการคว้าชัยชนะมากกว่าเรา หวังว่าแรงกดดันจะตกไปอยู่กับพวกเขา ผมรู้สึกประหลาดใจนิดหน่อยที่พวกเขาตามหลังเราในลีก แต่ผมไม่มีทางขีดฆ่าชื่อพวกเขาออกจากการลุ้นแชมป์แน่นอน เราทำงานหนักเพื่อเอาชนะพวกเขา แต่พวกเขาก็คิดเหมือนกับเราเช่นกัน เพราะมันเป็นเกมสำคัญที่จะบอกว่า ทีมไหนจะได้ลุ้นแชมป์ต่อไป" รูนี่ย์ ร่ายยา
ป๋าสุดปลื้ม
ป๋าปลื้มทีมอังกฤษประกาศศักดาถ้วยยุโรป | |
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือคู่บารมี "ผีแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สุดปลื้มสโมสรจากอังกฤษ ประกาศศักดาบนเวทียุโรปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่า ลิเวอร์พูล จะถอยหลังลงไป แต่ว่าก็มี ท็อตแนมม ฮ็อทสเปอร์ ก้าวขึ้นมาทดแทน | |
| เฟอร์กี เคยพา แมนฯยู คว้าแชมป์ยุโรป 2 สมัยปี 1999 และ 2008 มีโปรแกรมยกพลบุกรัง สต๊าด เวโลโดรม ของ โอลิมปิก มาร์กเซย์ ถึง ฝรั่งเศส เพื่อทำศึก ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก คืนวันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนเกม เฟอร์กี ออกมายอมรับว่าดีใจที่เห็นชัยชนะของเพื่อนร่วมลีกอย่าง สเปอร์ส เหนือ เอซี มิลาน 1-0 และ อาร์เซนอล กำราบ บาร์เซโลนา 2-1 "เมื่อฤดูกาลที่แล้วเหมือนกับว่ายุคทองของฟุตบอลอังกฤษจะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่ว่าตอนนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่จริง สเปอร์ส และ อาร์เซนอล คว้าชัยชนะอันน่าประทับใจ สถิติตลอด 7 ปีที่ผ่านมาสโมสรจากเมืองผู้ดีผ่านเข้ารอบเซมิ-ไฟนัลโดยตลอด" "แมนฯยู เข้ารอบชิงมาแล้ว 2 ครั้ง อาร์เซนอล ก็เช่นเดียวกับ เชลซี ส่วน ลิเวอร์พูล 2 ครั้ง พรีเมียร์ชิป นั้นแข็งแกร่งมากและตอนนี้ก็มี สเปอร์ส ที่ขึ้นมาแทน ลิเวอร์พูล และกำลังพัฒนาขึ้นมาอย่างน่ากลัว" นายใหญ่ชาวสกอตต์ ทิ้งท้าย |
เซนต่ออีก4
ผีเฮ "เอฟรา" เซ็นยาวถึงปี 2014 | |
ปาทริซ เอฟรา แบ็กซ้ายจอมบุกสัญชาติฝรั่งเศส จรดปากกาต่อสัญญากับ "ผีแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนถึงสิ้นสุดฤดูกาล 2013-14 สยบข่าวลือก่อนหน้านี้ที่ว่าอยากย้ายร่วมทัพ "ราชันชุดขาว" รีล มาดริด | |
| เอฟรา ย้ายจาก โมนาโก ร่วมค่าย โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อเดือนมกราคมปี 2006 ลงเล่นทั้งสิ้น 226 นัดยิง 3 ประตู มีส่วนพาทีมคว้าแชมป์มากมายไม่ว่าจะเป็น พรีเมียร์ ลีก 3 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัยหนึ่งในนั้นได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมชูถ้วยเมื่อปีที่แล้วเหนือ แอสตัน วิลลา รวมถึง ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก และ คลับ เวิลด์ คัพ หลังต่อสัญญาใหม่ 4 ปี เอฟรา เผยว่า "ตั้งแต่ผมมาที่ ยูไนเต็ด เหมือนฝันที่กลายเป็นจริงกับการลงเล่นที่นี่ ทั้งแฟนบอล, ผู้เล่น, กุนซือ และ สต๊าฟฟ์โค้ช ทุกคนทำงานอย่างหนักเพื่อสโมสรแห่งนี้ก้าวเป็นที่สุดของโลก ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาผมคว้าแชมป์มากมาย แต่ยังไม่หมดความกระหายและรู้ดีว่าสิ่งนั้นอยู่ในใจทุกคนที่นี่" ส่วน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เจ้านายใหญ่ แมนฯยู กล่าวถึงแนวรับทีมชาติฝรั่งเศส ว่า "ปาทริซ มีลักษณะโดดเด่นในห้องแต่งตัว เยี่ยมมากที่เขาฝากชีวิตเอาไว้กับ แมนฯยูไนเต็ด ประสบการณ์และความสามารถของเขามีความสำคัญอย่างยิ่งกับเรา |
ยังงัยดี
"เฟอร์กี" หวังโน้มใจ "สโคลส์" เซ็นผีอีกปี | |
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือชาวสกอตติช หวังโน้มน้าวใจให้ พอล สโคลส์ มิดฟิลด์จอมเก๋ายอมเซ็นต่อสัญญาค้าแข้งกับ "ผีแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้นสังกัดแห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไปอีกสักฤดูกาล | |
| ประสบความสำเร็จในการหว่านล้อมให้ ไรอัน กิกส์ ยอมจรดปากกาต่อสัญญาเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปจนสิ้นสุดซีซัน 2011/12 มาล่าสุด เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อยากเห็น พอล สโคลส์ ตามรอยเพื่อนซี้ปักหลักค้ำแดนกลางในรั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต่อไป โดย ท่านเซอร์ ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า "ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พอล (สโคลส์) จะเซ็นสัญญากับเราต่อไปอีก ผมคิดว่าเขาควรทำเช่นนั้น เพราะความฟิตไม่ใช่คำถามสำหรับ พอล แม้แต่น้อย ผมยังรู้สึกด้วยซ้ำไปว่า พอล สามารถลงเล่นได้ในทุกๆ นัด" "ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ แม้อายุขนาดนี้ (36 ปี) แต่แนวทางการเล่นของ พอล (สโคลส์) ไม่ได้ย่ำแย่ลงไปเลย เขายังคงเป็นส่วนสำคัญของ แมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งในฤดูกาลนี้และฤดูกาลหน้า" เฟอร์กี ทิ้งท้ายถึงศิษย์ก้นกุฏิ สำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องพึ่งบริการความเก๋าของ สโคลส์ ในยามที่แผงกองกลางมีปัญหาบาดเจ็บหลายรายทั้ง อันโตนิโอ วาเลนเซีย, ปาร์ค จี ซอง, อันแดร์สัน หรือแม้แต่ ไรอัน กิกส์ ซึ่งทั้งหมดจะพลาดช่วยต้นสังกัดเยือน โอลิมปิก มาร์กเซย์ ในศึกยูฟา แชมเปียนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก คืนวันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ รวมถึงเกมพรีเมียร์ลีกที่ต้องชน วีแกน แอธเลติก ช่วงสุดสัปดาห์ |
ยอมทุกอย่าง
"รูน" พร้อมเล่นทุกตำแหน่งช่วยผี | |
เวย์น รูนีย์ ยืนยันตนไม่มีปัญหากับการถูก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นายใหญ่ชาวสกอตจับไปเล่นตำแหน่งอื่นแทนที่จะเป็นศูนย์หน้าเพื่อช่วย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้ | |
| รูนีย์ ถูกจับโยกไปเล่นเป็นปีกซ้ายในเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกเสมอ โอลิมปิก มาร์กเซย 0-0 ในศึกยูฟา แชมเปียนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก เมื่อคืนวันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนกลับมายืนเป็นศูนย์หน้าตามถนัดก่อนหมดเวลา 18 นาที เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการโดนสลับตำแหน่ง ดาวยิงวัย 25 ปีกล่าวว่า "เราเจอปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บหลายคน ดังนั้นผมไม่มีปัญหาอะไร" พร้อมกล่าวต่อว่า "มันเป็นเกมที่ยากสำหรับเรา มาร์กเซยไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้เรามากนัก แต่เรามีโอกาสยิงประตูไม่มากเช่นกัน เราขาดผู้เล่นสำคัญไปหลายคนและผมคิดว่าถ้าหากมีพวกเขา เกมก็คงจะต่างไปจากนี้" แม้ว่า "ผีแดง" โชว์ฟอร์มต่ำกว่ามาตรฐานในเกมที่สนามสต๊าด เวโลโดรม แต่ รูนีย์ ยังมั่นใจว่าต้นสังกัดจะเอาชนะ มาร์กเซย ได้ในการกลับมาเล่นที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เพื่อผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ฟุตบอลถ้วยใบใหญ่ของทวีปยุโรป "เราต้องวัดกับ มาร์กเซย ที่บ้านเราในตอนนี้และเรารู้ดีว่าถ้าเอาชนะพวกเขาได้ก็จะผ่านเข้าสู่รอบต่อไป เรามีความมั่นใจกับการเล่นในบ้านและต้องมีความคิดแง่ดี" ดาวยิงร่างอวบทิ้งท้าย |
"เซอร์" นิ่งจังหวะ "รูน" สับศอกแข้งวีแกน
"เซอร์" นิ่งจังหวะ "รูน" สับศอกแข้งวีแกน | |
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือของ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักไหล่ไม่สนใจความเห็นของ โรเบอร์โต มาร์ติเนซ กุนซือของวีแกน ที่ออกมาจวกมาร์ค แคลทเทนเบิร์ก ผู้ตัดสินในเกมที่ไม่ยอมไล่ เวนย์ รูนีย์ ออกจากสนาม หลังดาวยิงผีชักศอกใส่ เจมส์ แม็คคาร์ธีย์ ผู้เล่นของวีแกน | |
| เกมดังกล่าว แมนยูฯ เป็นฝ่ายบุกมาเอาชนะวีแกน 4-0 โดยทีมเยือนได้ประตูขึ้นนำจาก ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ในนาทีที่17 ก่อนที่"ชิชาร์ริโต"จะยิงซ้ำในนาทีที่ 73 จากนั้นเวนย์ รูนีย์ และ ฟาบิโอ ดา ซิลวา ก็ผลัดกันยิงประตูปิดท้ายให้กับทีม โดยหลังเกม โรเบอร์โต มาร์ติเนซ ผู้จัดการทีมของวีแกน ออกมาแสดงความไม่พอใจที่ มาร์ค แคลทเทนเบิร์ก ผู้ตัดสินในเกมดังกล่าวไม่ยอมให้ใบแดงกับเวนย์ รูนีย์ กองหน้าของแมนยูฯ ที่ชักศอกใส่ เจมส์ แม็คคาร์ธีย์ และตัดสินให้เป็นลูกตั้งเตะเท่านั้น โดยกุนซือของเดอะ ลาติกส์ เผยว่า "มันชัดเจนมากในจังหวะที่เขาศอกใส่ผู้เล่นของเรา เมื่อคุณไปดูภาพย้อนหลัง คุณจะเห็นแน่นอนว่าเขา (รูนีย์) ชักศอกใส่ เจมส์ แม็คคาร์ธีย์ เขาสมควรได้รับใบแดง แต่เขากลับให้เป็นแค่ลูกตั้งเตะ ผมคิดว่าเขาโชคดีมากที่ยังได้อยู่ในสนามต่อไป" ด้าน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมปิศาจแดง ออกมาให้ความเห็นในจังหวะดังกล่าว หลังได้ดูภาพย้อนหลังว่า "ผมมีโอกาสได้ดูภาพย้อนหลังแล้ว ไม่เห็นมีอะไรสักหน่อย" จากนั้น เฟอร์กี ก็พูดถึงชัยชนะในนัดนี้ว่า "มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะมันเป็นสถานที่ที่ยากมากในฐานะทีมเยือน วีแกนทำได้ยอดเยี่ยมมากในช่วง 20 นาทีแรก ทำให้ฟาน เดอร์ ซาร์ ต้องออกแรงเซฟถึงสามครั้ง ก่อนที่เขาจะโชว์ฟอร์มเซฟได้อีกครั้งในช่วงครึ่งหลัง" สำหรับโปรแกรมแข่งนัดต่อไป แมนยูฯ มีคิวบุกไปเยือนสแตมฟอร์ด บริดจ์ พบกับ "สิงห์บลู" เชลซี แชมป์เก่าที่อยู่อันดับ 5ของตาราง ในวันอังคารที่ 1 มีนาคมนี้ เวลา 02.45 โดยหากปิศาจแดงเป็นฝ่ายชนะ จะทำให้เชลซีหมดสิทธิ์ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในทันที หลังมีแต้มตามหลังแมนยูฯถึง 15 คะแนน |
ประวัติของ ryan giggs
ประวัติ ไรอัน กิ๊กส์
ไรอัน กิ๊กส์
นับจากอดีตมาถึงปัจจุบันมียอดนักฟุตบอลมากมายที่ได้ฉายาว่า "ปีกพ่อมด" ด้วยลีลาการลากเลื้อยที่ราวกับมีเวทมนต์บนปลายเท้า แต่จะมีสักกี่คนที่มีความจงรักภักดีและรับใช้สโมสรฟุตบอลเพียงแห่งเดียวได้ตลอดชีวิตถึงกว่า 700 นัดเหมือนปีกพ่อมดชาวเวลส์ ที่ชื่อไรอัน กิ๊กส์ คนนี้
ไรอัน โจเซฟ กิ๊กส์ หรือชื่อเดิมว่าไรอัน โจเซฟ วิลสัน เป็นยอดนักฟุตบอลในยุคใหม่ที่มีความเก่งกาจและได้รับการยอมรับนับถือมากที่สุดจากผลงานความสำเร็จมากมายในสีเสื้อแดงร้อนแรงของทีม "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นสโมสรแรกและสโมสรเดียวในชีวิตของเขานับตั้งแต่ยังเป็นนักเตะเยาวชนเลยทีเดียว
กิ๊กส์ เกิดในเวลส์ โดยเดิมทีใช้นามสกุลวิลสัน ตามคุณพ่อแดนนี่ วิลสัน อดีตนักรักบี้แต่ก็ได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุล กิ๊กส์ ของแม่ และถูกพามาเลี้ยงในซัลฟอร์ด เมืองทางตอนเหนือของอังกฤษ ทำให้กิ๊กส์ ถือเป็นคนแมนคูเนี่ยน พูดสำเนียงแมนคูเนี่ยน มาตั้งแต่ต้น
ชีวิตในวัยเยาว์ของกิ๊กส์ ได้ร่ำเรียนศึกษาวิชาความรู้รวมทั้งวิชาลูกหนังอยู่ในอังกฤษ ซึ่งแม้ว่ากิ๊กส์ จะยืนยันความภูมิใจที่มีหลายเชื้อชาติผสมผสานกัน (ได้จากพ่อที่เป็นคนอพยพชาวเซียร่า ลีออน แต่ได้สัญชาติเวลส์) และเคยเป็นถึงกัปตันทีมนักเรียนอังกฤษ แต่ไรอัน กิ๊กส์ ก็เลือกที่จะรับใช้ทีมชาติเวลส์ ในเวลาต่อมา
ในวัย 14 ปี กิ๊กส์ เคยเกือบที่จะได้เซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่แล้ว แต่โชคชะตาของเขาถูกลิขิตมาให้เป็นซูเปอร์สตาร์ใน "โรงละครแห่งความฝัน" โอลด์ แทรฟฟอร์ด พรสวรรค์ที่เปล่งประกายออกมาอย่างโดดเด่นเหนือนักเตะรุ่นเดียวกัน ทำให้อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (ขณะนั้นยังไม่ได้รับยศอัศวิน) ถึงกับเดินทางไปเคาะประตูถึงบ้านเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เลือกเซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทน
และการตัดสินใจครั้งนี้ของเฟอร์กี้ ก็เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดของยอดผู้จัดการทีมคนนี้ ซึ่งหลังจากที่กิ๊กส์ ได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดของทีมได้ 3 ปี ก็ได้เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพในวันเกิดอายุครบรอบ 17 ปี และเริ่มต้นลงสนามเป็นเกมแรกในเกมกับเอฟเวอร์ตัน ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในวันที่ 2 มี.ค.1991 โดยลงไปแทนเดนนิส เออร์วิน แบ็กซ้ายจอมเก๋าชาวไอริช
หลังจากนั้นกิ๊กส์ ซึ่งแจ้งเกิดได้เต็มตัวในเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมตช์ โดยเป็นผู้ยิงประตูชัยให้ทีมยูไนเต็ด เอาชนะซิตี้ ได้และเป็นประตูแรกของเขาด้วย ก็เริ่มได้รับการจับตามองในฐานะเจ้าหนูมหัศจรรย์คนใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษ
โดยเฉพาะลีลาการลากเลื้อยสุดมหัศจรรย์ และหน้าตาที่หล่อเหลาคมคายทำให้ "กิ๊กซี่" กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ดวงใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว และได้รับการเปรียบเปรยเป็นทายาทของ "เทพบุตรลูกหนัง" จอร์จ เบสต์ ตำนานปีกซ้ายอมตะของชาวเร้ดอาร์มี่ ที่ขึ้นชื่อลือชาทั้งในเรื่องฝีเท้าที่เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลก และเสน่ห์ในฉบับเพลย์บอยที่ต่อมากลายเป็นยาขมทำลายชีวิตนักเตะของเบสต์ จนพังพินาศ
นับจากอดีตมาถึงปัจจุบันมียอดนักฟุตบอลมากมายที่ได้ฉายาว่า "ปีกพ่อมด" ด้วยลีลาการลากเลื้อยที่ราวกับมีเวทมนต์บนปลายเท้า แต่จะมีสักกี่คนที่มีความจงรักภักดีและรับใช้สโมสรฟุตบอลเพียงแห่งเดียวได้ตลอดชีวิตถึงกว่า 700 นัดเหมือนปีกพ่อมดชาวเวลส์ ที่ชื่อไรอัน กิ๊กส์ คนนี้
ไรอัน โจเซฟ กิ๊กส์ หรือชื่อเดิมว่าไรอัน โจเซฟ วิลสัน เป็นยอดนักฟุตบอลในยุคใหม่ที่มีความเก่งกาจและได้รับการยอมรับนับถือมากที่สุดจากผลงานความสำเร็จมากมายในสีเสื้อแดงร้อนแรงของทีม "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นสโมสรแรกและสโมสรเดียวในชีวิตของเขานับตั้งแต่ยังเป็นนักเตะเยาวชนเลยทีเดียว
กิ๊กส์ เกิดในเวลส์ โดยเดิมทีใช้นามสกุลวิลสัน ตามคุณพ่อแดนนี่ วิลสัน อดีตนักรักบี้แต่ก็ได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุล กิ๊กส์ ของแม่ และถูกพามาเลี้ยงในซัลฟอร์ด เมืองทางตอนเหนือของอังกฤษ ทำให้กิ๊กส์ ถือเป็นคนแมนคูเนี่ยน พูดสำเนียงแมนคูเนี่ยน มาตั้งแต่ต้น
ชีวิตในวัยเยาว์ของกิ๊กส์ ได้ร่ำเรียนศึกษาวิชาความรู้รวมทั้งวิชาลูกหนังอยู่ในอังกฤษ ซึ่งแม้ว่ากิ๊กส์ จะยืนยันความภูมิใจที่มีหลายเชื้อชาติผสมผสานกัน (ได้จากพ่อที่เป็นคนอพยพชาวเซียร่า ลีออน แต่ได้สัญชาติเวลส์) และเคยเป็นถึงกัปตันทีมนักเรียนอังกฤษ แต่ไรอัน กิ๊กส์ ก็เลือกที่จะรับใช้ทีมชาติเวลส์ ในเวลาต่อมา
ในวัย 14 ปี กิ๊กส์ เคยเกือบที่จะได้เซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่แล้ว แต่โชคชะตาของเขาถูกลิขิตมาให้เป็นซูเปอร์สตาร์ใน "โรงละครแห่งความฝัน" โอลด์ แทรฟฟอร์ด พรสวรรค์ที่เปล่งประกายออกมาอย่างโดดเด่นเหนือนักเตะรุ่นเดียวกัน ทำให้อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (ขณะนั้นยังไม่ได้รับยศอัศวิน) ถึงกับเดินทางไปเคาะประตูถึงบ้านเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เลือกเซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทน
และการตัดสินใจครั้งนี้ของเฟอร์กี้ ก็เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดของยอดผู้จัดการทีมคนนี้ ซึ่งหลังจากที่กิ๊กส์ ได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดของทีมได้ 3 ปี ก็ได้เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพในวันเกิดอายุครบรอบ 17 ปี และเริ่มต้นลงสนามเป็นเกมแรกในเกมกับเอฟเวอร์ตัน ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในวันที่ 2 มี.ค.1991 โดยลงไปแทนเดนนิส เออร์วิน แบ็กซ้ายจอมเก๋าชาวไอริช
หลังจากนั้นกิ๊กส์ ซึ่งแจ้งเกิดได้เต็มตัวในเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมตช์ โดยเป็นผู้ยิงประตูชัยให้ทีมยูไนเต็ด เอาชนะซิตี้ ได้และเป็นประตูแรกของเขาด้วย ก็เริ่มได้รับการจับตามองในฐานะเจ้าหนูมหัศจรรย์คนใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษ
โดยเฉพาะลีลาการลากเลื้อยสุดมหัศจรรย์ และหน้าตาที่หล่อเหลาคมคายทำให้ "กิ๊กซี่" กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ดวงใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว และได้รับการเปรียบเปรยเป็นทายาทของ "เทพบุตรลูกหนัง" จอร์จ เบสต์ ตำนานปีกซ้ายอมตะของชาวเร้ดอาร์มี่ ที่ขึ้นชื่อลือชาทั้งในเรื่องฝีเท้าที่เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลก และเสน่ห์ในฉบับเพลย์บอยที่ต่อมากลายเป็นยาขมทำลายชีวิตนักเตะของเบสต์ จนพังพินาศ
แต่กิ๊กส์ ก็ได้รับการอบรมดูแลจากเฟอร์กี้ อย่างใกล้ชิดทำให้ไม่เตลิดเสียคนและยังเป็นกำลังสำคัญในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในตลอดยุคทศวรรษที่ 90 โดยเฉพาะการพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพสมัยแรกหลังการเปลี่ยนชื่อจากดิวิชั่น 1 เดิมในฤดูกาล 1992/93 ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 26 ปีของแมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกจนเบื่อได้ถึงอีก 8 สมัย!
หนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการพาแมนฯ ยูไนเต็ด สร้างตำนานคว้า "เทรเบิ้ลแชมป์" หรือการคว้า 3 แชมป์ใหญ่ในฤดูกาลเดียวกันคือพรีเมียร์ลีก ,เอฟเอ คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 1999 โดยกิ๊กส์ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในรายการเอฟเอ คัพ เมื่อสร้างปาฏิหารย์ลากบอลจากกลางสนามฝ่าผู้เล่นกันเนอร์ส เข้าไปยิงมุมแคบเข้าแสกหน้าของเดวิด ซีแมน ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษของอาร์เซนอล เข้าไปเป็นประตูชัยให้ทีมชนะในเกมเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ
ซึ่งประตูนี้ได้รับการสดุดีจากทุกมุมโลกว่าเป็นหนึ่งในประตูที่คลาสสิคที่สุดตลอดกาลของรายการเอฟเอ คัพ เทียบเท่ากับตำนานของเซอร์สแตนลีย์ แมตธิว ในอดีตเลยทีเดียว
แต่ในชีวิตที่ประสบความสำเร็จมากมาย กิ๊กส์ ก็เคยประสบปัญหามามากมายเช่นกันโดยเฉพาะเรื่องของความเป็นซูเปอร์สตาร์ที่ล่อแหลมต่อการเสียคนเหมือนอดีตฮีโร่อย่างจอร์จ เบสต์ เพราะกิ๊กส์เองก็เป็นซูเปอร์สตาร์ที่หมั่นควงสาวไม่ซ้ำหน้าคนหนึ่งและเคยได้รับการเปรียบเทียบจากบีบีซี สำนักข่าวอังกฤษว่ากิ๊กส์ เป็นคนที่ถูกบันทึกภาพมากที่สุดคนหนึ่งในสหราชอาณาจักร แต่ในระยะหลังกิ๊กส์ ก็ค่อยๆเติบโตขึ้นและเลือกจะใช้ชีวิตอย่างสงบมากกว่า
อีกปัญหาที่เคยบั่นทอนกำลังใจชีวิตของกิ๊กส์ คืออาการบาดเจ็บที่ทำให้ฟอร์มการเล่นที่เคยสุดยอดตกต่ำลงไปอย่างน่าใจหาย แต่หลังจากที่ได้รับการดูแลประคบประหงมอย่างดี บวกกับความเป็นมืออาชีพที่น่านับถือของกิ๊กส์ ในที่สุดปีกพ่อมดก็สามารถกลับมาเป็นยอดนักเตะที่แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดไม่ได้เหมือนเดิมและยังสามารถสลับไปเล่นได้ในหลายบทบาทด้วย ทั้งกองหน้าตัวต่ำ หรือตัวทำเกมกลางสนาม
แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่น้อยสำหรับวงการลูกหนังโลกที่กิ๊กส์ เลือกเล่นให้กับทีมชาติเวลส์ อันเป็นผลจากการที่เขาภาคภูมิใจกับความเป็นสายเลือดนักรักบี้ของพ่อ ซึ่งกิ๊กส์ จะพูดเสมอว่าฝีเท้าจัดจ้านและการทรงตัวที่ดีเลิศเป็นผลจากสายเลือดนักรักบี้ของพ่อ แต่การเลือกเล่นให้เวลส์ ก็ทำให้เขาไม่เคยได้สัมผัสกับรายการสุดยอดที่สุดของโลกอย่างฟุตบอลโลก และยิ่งทำให้กิ๊กส์ ถูกเปรียบเทียบกับจอร์จ เบสต์มากขึ้น เพราะเบสต์ เองแม้จะเก่งที่สุดในยุคของเขาแต่ก็ไม่เคยสัมผัสฟุตบอลโลกเหมือนกันเนื่องจากเป็นชาวไอร์แลนด์เหนือ
อย่างไรก็ดี กิ๊กส์ ก็ยังรับใช้ทีมชาติเวลส์มาโดยตลอ แม้จะมีเสียงค่อนแคะอยู่บ่อยๆ ว่าเล่นได้ไม่เต็มที่และฟอร์มไม่ดีเหมือนกับเล่นให้ต้นสังกัด หรือแม้แต่การประชดที่กิ๊กส์ ชอบถอนตัวเนื่องจากอาการบาดเจ็บว่าไม่มีใจเล่นให้ทีมชาติ แต่กิ๊กส์ ก็ยังได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมชาติเวลส์ในปี 2004
และในเวลานี้ กิ๊กส์ ได้กลายเป็นนักฟุตบอลที่สร้างตำนานไปแล้วในทีมแมนฯ ยูไนเต็ด เพราะเป็นผู้เล่นคนที่ 2 ที่ลงเล่นให้กับทีมมากที่สุดเกิน 700 นัดไปแล้ว (ครบรอบ 700 นัดในเกมแดงเดือดกับทีมลิเวอร์พูล ที่แอนฟิล์ เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2007) ซึ่งมีเพียงเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน เท่านั้นที่ลงสนามมากกว่าด้วยจำนวน 759 นัด (249 ประตู)
ด้วยผลงานในฐานะปีกพ่อมดที่จงรักภักดีรับใช้แมนฯ ยูไนเต็ด มาโดยตลอดไม่เคยย้ายหนีไปไหนตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ไรอัน กิ๊กส์ จึงเป็นขวัญใจที่ชาวปีศาจแดงรักมากที่สุดคนหนึ่ง และชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในฐานะตำนานผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสโมสรตลอดกาลเคียงข้างเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ,จอร์จ เบสต์ และเอริค คันโตน่า
หนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการพาแมนฯ ยูไนเต็ด สร้างตำนานคว้า "เทรเบิ้ลแชมป์" หรือการคว้า 3 แชมป์ใหญ่ในฤดูกาลเดียวกันคือพรีเมียร์ลีก ,เอฟเอ คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 1999 โดยกิ๊กส์ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในรายการเอฟเอ คัพ เมื่อสร้างปาฏิหารย์ลากบอลจากกลางสนามฝ่าผู้เล่นกันเนอร์ส เข้าไปยิงมุมแคบเข้าแสกหน้าของเดวิด ซีแมน ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษของอาร์เซนอล เข้าไปเป็นประตูชัยให้ทีมชนะในเกมเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ
ซึ่งประตูนี้ได้รับการสดุดีจากทุกมุมโลกว่าเป็นหนึ่งในประตูที่คลาสสิคที่สุดตลอดกาลของรายการเอฟเอ คัพ เทียบเท่ากับตำนานของเซอร์สแตนลีย์ แมตธิว ในอดีตเลยทีเดียว
แต่ในชีวิตที่ประสบความสำเร็จมากมาย กิ๊กส์ ก็เคยประสบปัญหามามากมายเช่นกันโดยเฉพาะเรื่องของความเป็นซูเปอร์สตาร์ที่ล่อแหลมต่อการเสียคนเหมือนอดีตฮีโร่อย่างจอร์จ เบสต์ เพราะกิ๊กส์เองก็เป็นซูเปอร์สตาร์ที่หมั่นควงสาวไม่ซ้ำหน้าคนหนึ่งและเคยได้รับการเปรียบเทียบจากบีบีซี สำนักข่าวอังกฤษว่ากิ๊กส์ เป็นคนที่ถูกบันทึกภาพมากที่สุดคนหนึ่งในสหราชอาณาจักร แต่ในระยะหลังกิ๊กส์ ก็ค่อยๆเติบโตขึ้นและเลือกจะใช้ชีวิตอย่างสงบมากกว่า
อีกปัญหาที่เคยบั่นทอนกำลังใจชีวิตของกิ๊กส์ คืออาการบาดเจ็บที่ทำให้ฟอร์มการเล่นที่เคยสุดยอดตกต่ำลงไปอย่างน่าใจหาย แต่หลังจากที่ได้รับการดูแลประคบประหงมอย่างดี บวกกับความเป็นมืออาชีพที่น่านับถือของกิ๊กส์ ในที่สุดปีกพ่อมดก็สามารถกลับมาเป็นยอดนักเตะที่แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดไม่ได้เหมือนเดิมและยังสามารถสลับไปเล่นได้ในหลายบทบาทด้วย ทั้งกองหน้าตัวต่ำ หรือตัวทำเกมกลางสนาม
แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่น้อยสำหรับวงการลูกหนังโลกที่กิ๊กส์ เลือกเล่นให้กับทีมชาติเวลส์ อันเป็นผลจากการที่เขาภาคภูมิใจกับความเป็นสายเลือดนักรักบี้ของพ่อ ซึ่งกิ๊กส์ จะพูดเสมอว่าฝีเท้าจัดจ้านและการทรงตัวที่ดีเลิศเป็นผลจากสายเลือดนักรักบี้ของพ่อ แต่การเลือกเล่นให้เวลส์ ก็ทำให้เขาไม่เคยได้สัมผัสกับรายการสุดยอดที่สุดของโลกอย่างฟุตบอลโลก และยิ่งทำให้กิ๊กส์ ถูกเปรียบเทียบกับจอร์จ เบสต์มากขึ้น เพราะเบสต์ เองแม้จะเก่งที่สุดในยุคของเขาแต่ก็ไม่เคยสัมผัสฟุตบอลโลกเหมือนกันเนื่องจากเป็นชาวไอร์แลนด์เหนือ
อย่างไรก็ดี กิ๊กส์ ก็ยังรับใช้ทีมชาติเวลส์มาโดยตลอ แม้จะมีเสียงค่อนแคะอยู่บ่อยๆ ว่าเล่นได้ไม่เต็มที่และฟอร์มไม่ดีเหมือนกับเล่นให้ต้นสังกัด หรือแม้แต่การประชดที่กิ๊กส์ ชอบถอนตัวเนื่องจากอาการบาดเจ็บว่าไม่มีใจเล่นให้ทีมชาติ แต่กิ๊กส์ ก็ยังได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมชาติเวลส์ในปี 2004
และในเวลานี้ กิ๊กส์ ได้กลายเป็นนักฟุตบอลที่สร้างตำนานไปแล้วในทีมแมนฯ ยูไนเต็ด เพราะเป็นผู้เล่นคนที่ 2 ที่ลงเล่นให้กับทีมมากที่สุดเกิน 700 นัดไปแล้ว (ครบรอบ 700 นัดในเกมแดงเดือดกับทีมลิเวอร์พูล ที่แอนฟิล์ เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2007) ซึ่งมีเพียงเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน เท่านั้นที่ลงสนามมากกว่าด้วยจำนวน 759 นัด (249 ประตู)
ด้วยผลงานในฐานะปีกพ่อมดที่จงรักภักดีรับใช้แมนฯ ยูไนเต็ด มาโดยตลอดไม่เคยย้ายหนีไปไหนตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ไรอัน กิ๊กส์ จึงเป็นขวัญใจที่ชาวปีศาจแดงรักมากที่สุดคนหนึ่ง และชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในฐานะตำนานผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสโมสรตลอดกาลเคียงข้างเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ,จอร์จ เบสต์ และเอริค คันโตน่า
วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ประวิติของ david beckham
1975 - เกิด 2 พ.ค. ที่เลย์ตันสโตน ลอนดอน
- เซ็นสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดของแมนฯ ยูไนเต็ด ในวันเกิดครบรอบ 14 ปี
- ร่วมเป็นนักเตะฝึกหัดของแมนฯ ยูไนเต็ด
- ประเดิมสนามชุดใหญ่ด้วยวัย 19 ปี
- เซ็นสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดของแมนฯ ยูไนเต็ด ในวันเกิดครบรอบ 14 ปี
- ร่วมเป็นนักเตะฝึกหัดของแมนฯ ยูไนเต็ด
- ประเดิมสนามชุดใหญ่ด้วยวัย 19 ปี
/1996 - กลายเป็นนักเตะตัวจริงลงเล่น 33 เกม ในฤดูกาลนี้ และได้แชมป์ เอฟเอ คัพ
/1997 - ยิงประตูจากกลางสนาม เอาชนะ วิมเบิลดัน ในนัดเปิดฤดูกาล ติดทีมชาติอังกฤษครั้งแรกในเดือนก.ย.
ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกพบกับมอลโดวา
- ยิงประตูในฟุตบอลโลกนัดพบโคลัมเบีย แต่กลับบ้านด้วยความผิดหวัง หลังจากโดนไล่ออกในเกมที่แพ้อาร์เจนตินา และเมื่อกลับมาลงเล่นในอังกฤษ โดนโห่ทุกสนามที่ลงเตะ ก่อนจะเซ็นสัญญา 5 ปี อยู่ในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด รับเงินไป 5 ล้านปอนด์
- เดือน มี.ค. วิกตอเรีย อดัมส์ ภรรยาคลอด "บรูคลีน" ลูกชายคนแรก
เดือน พ.ค.เป็นกำลังสำคัญช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าทริปเปิลแชมป์
เดือน ก.ค.แต่งงานกับ วิกตอเรีย อดัมส์
เดือน ต.ค.โดนปรับค่าเหนื่อย 2 สัปดาห์ ฐานไปงานเลี้ยงในลอนดอน ทั้งที่ต้องลงเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก
- เดือน ม.ค.เป็นอันดับ 2 ในการคัดเลือกผู้เล่นแห่งปีของฟีฟ่า ด้วยการพ่ายแพ้ต่อริวัลโด้
เดือน พ.ย.ปีเตอร์ เทย์เลอร์ กุนซือทีมชาติอังกฤษชั่วคราว แต่งตั้งให้ เบ็คแฮม เป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ ในเกมอุ่นเครื่องกับอิตาลี
- เดือน ก.พ.สเวน โกรัน อีริคส์สัน ผู้จัดการทีมชาติแต่งตั้ง เบ็คแฮม เป็นกัปตันทีมอย่างถาวร ในเกมอุ่นเครื่องกับสเปน ซึ่งอังกฤษชนะ 3-0
เดือน ต.ค.ยิงฟรีคิกไล่ตีเสมอกรีซ 2-2 ในช่วงทดเวลาเจ็บ ทำให้ อังกฤษ ได้ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 2002 แบบอัตโนมัติ
- เดือน เม.ย.กระดูกเท้าแตก ระหว่างศึกฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ลีก นัดพบกับลา คอรุนญา
เดือน พ.ค.เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ทำให้เบ็คแฮม มีสัญญายาวถึงปี 2005
เดือน มิ.ย.ยิงจุดโทษเอาชนะอาร์เจนตินา ผ่านเข้ารอบ 2 ฟุตบอลโลก ก่อนจะเข้าไปพ่ายให้กับบราซิล ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย
เดือน ก.พ.ได้ลูกชายคนที่ 2 ชื่อว่า "โรมิโอ"
- เดือน ก.พ.โดนอเลกซ์ เฟอร์กูสัน เตะสตั๊ดใส่หน้าจนคิ้วซ้ายแตก ในห้องแต่งตัว หลังจากเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ด พ่าย อาร์เซนอล ตกรอบ เอฟเอ คัพ
เดือน เม.ย.ถูกจับเป็นตัวสำรองในเกมเจอกับอาร์เซนอล คู่ปรับสำคัญในการแย่งแชมป์พรีเมียร์ชิพ และรีล มาดริด ในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนที่จะได้ลงมาเล่นในนัดที่ 2 ในฐานะตัวสำรอง และทำไป 2 ประตู แต่แมนฯ ยูไนเต็ด ตกรอบด้วยสกอร์รวม 5-6 พร้อมกับมีข่าวว่ามีสิทธิจะย้ายไปเล่นในสเปน
เดือน พ.ค.ข้อมือหักในนัดกระชับมิตรกับแอฟริกาใต้ ที่เมืองดูร์บาน และต้องพัก 6 สัปดาห์
เดือน มิ.ย.แมนฯ ยูไนเต็ด ยืนยันว่ามีทีมจากสเปนกับอิตาลี ให้ความสนใจซื้อเบ็คแฮม
10 มิ.ย.แมนฯ ยูไนเต็ด ตอบรับการเสนอซื้อตัวเบ็คแฮม ของบาร์เซโลนา
14 มิ.ย.เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นโอบีอี จากพระราชินีอลิซาเบ็ธ
17 มิ.ย.เซ็นสัญญากับ รีล มาดริด ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์
/1997 - ยิงประตูจากกลางสนาม เอาชนะ วิมเบิลดัน ในนัดเปิดฤดูกาล ติดทีมชาติอังกฤษครั้งแรกในเดือนก.ย.
ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกพบกับมอลโดวา
- ยิงประตูในฟุตบอลโลกนัดพบโคลัมเบีย แต่กลับบ้านด้วยความผิดหวัง หลังจากโดนไล่ออกในเกมที่แพ้อาร์เจนตินา และเมื่อกลับมาลงเล่นในอังกฤษ โดนโห่ทุกสนามที่ลงเตะ ก่อนจะเซ็นสัญญา 5 ปี อยู่ในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด รับเงินไป 5 ล้านปอนด์
- เดือน มี.ค. วิกตอเรีย อดัมส์ ภรรยาคลอด "บรูคลีน" ลูกชายคนแรก
เดือน พ.ค.เป็นกำลังสำคัญช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าทริปเปิลแชมป์
เดือน ก.ค.แต่งงานกับ วิกตอเรีย อดัมส์
เดือน ต.ค.โดนปรับค่าเหนื่อย 2 สัปดาห์ ฐานไปงานเลี้ยงในลอนดอน ทั้งที่ต้องลงเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก
- เดือน ม.ค.เป็นอันดับ 2 ในการคัดเลือกผู้เล่นแห่งปีของฟีฟ่า ด้วยการพ่ายแพ้ต่อริวัลโด้
เดือน พ.ย.ปีเตอร์ เทย์เลอร์ กุนซือทีมชาติอังกฤษชั่วคราว แต่งตั้งให้ เบ็คแฮม เป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ ในเกมอุ่นเครื่องกับอิตาลี
- เดือน ก.พ.สเวน โกรัน อีริคส์สัน ผู้จัดการทีมชาติแต่งตั้ง เบ็คแฮม เป็นกัปตันทีมอย่างถาวร ในเกมอุ่นเครื่องกับสเปน ซึ่งอังกฤษชนะ 3-0
เดือน ต.ค.ยิงฟรีคิกไล่ตีเสมอกรีซ 2-2 ในช่วงทดเวลาเจ็บ ทำให้ อังกฤษ ได้ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 2002 แบบอัตโนมัติ
- เดือน เม.ย.กระดูกเท้าแตก ระหว่างศึกฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ลีก นัดพบกับลา คอรุนญา
เดือน พ.ค.เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ทำให้เบ็คแฮม มีสัญญายาวถึงปี 2005
เดือน มิ.ย.ยิงจุดโทษเอาชนะอาร์เจนตินา ผ่านเข้ารอบ 2 ฟุตบอลโลก ก่อนจะเข้าไปพ่ายให้กับบราซิล ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย
เดือน ก.พ.ได้ลูกชายคนที่ 2 ชื่อว่า "โรมิโอ"
- เดือน ก.พ.โดนอเลกซ์ เฟอร์กูสัน เตะสตั๊ดใส่หน้าจนคิ้วซ้ายแตก ในห้องแต่งตัว หลังจากเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ด พ่าย อาร์เซนอล ตกรอบ เอฟเอ คัพ
เดือน เม.ย.ถูกจับเป็นตัวสำรองในเกมเจอกับอาร์เซนอล คู่ปรับสำคัญในการแย่งแชมป์พรีเมียร์ชิพ และรีล มาดริด ในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนที่จะได้ลงมาเล่นในนัดที่ 2 ในฐานะตัวสำรอง และทำไป 2 ประตู แต่แมนฯ ยูไนเต็ด ตกรอบด้วยสกอร์รวม 5-6 พร้อมกับมีข่าวว่ามีสิทธิจะย้ายไปเล่นในสเปน
เดือน พ.ค.ข้อมือหักในนัดกระชับมิตรกับแอฟริกาใต้ ที่เมืองดูร์บาน และต้องพัก 6 สัปดาห์
เดือน มิ.ย.แมนฯ ยูไนเต็ด ยืนยันว่ามีทีมจากสเปนกับอิตาลี ให้ความสนใจซื้อเบ็คแฮม
10 มิ.ย.แมนฯ ยูไนเต็ด ตอบรับการเสนอซื้อตัวเบ็คแฮม ของบาร์เซโลนา
14 มิ.ย.เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นโอบีอี จากพระราชินีอลิซาเบ็ธ
17 มิ.ย.เซ็นสัญญากับ รีล มาดริด ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์
รายชื่อผู้เล่นใน ฤดูกาล
| No. | ชื่อ | ตำแหน่ง | วันเกิด | ประเทศ | สูง (ซม.) | หนัก (กก.) | ลงสนาม | ทำประตู | ||
| เคร็ก แคธคาร์ท | กองหลัง | 6 ก.พ. 1989 | ไอร์แลนด์เหนือ | |||||||
| โจชัว คิง | ศูนย์หน้า | 15 ม.ค. 1992 | นอร์เวย์ | 180 | 74 | 1 | ||||
| แมกนัส อิเกรม | กองกลาง | 8 ส.ค. 1990 | นอร์เวย์ | 173 | 69 | |||||
| แมทธิว เจมส์ | กองกลาง | 22 ก.ค. 1991 | อังกฤษ | 183 | 76 | |||||
| คาเมรอน สจวร์ต | กองกลาง | 8 เม.ย. 1991 | อังกฤษ | |||||||
| โอลิเวอร์ นอร์วู้ด | กองกลาง | 12 เม.ย. 1991 | อังกฤษ | |||||||
| 1 | เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ | ผู้รักษาประตู | 29 ต.ค. 1970 | ฮอลแลนด์ | 197 | 84 | 248 | |||
| 2 | แกรี่ เนวิลล์ | กองหลัง, กัปตันทีม | 18 ก.พ. 1975 | อังกฤษ | 180 | 79 | 602 | 7 | 1 | |
| 3 | ปาทริซ เอฟร่า | กองหลัง | 15 พ.ค. 1981 | ฝรั่งเศส | 175 | 76 | 226 | 3 | 1 | |
| 4 | โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ | กองกลาง | 20 ม.ค. 1981 | อังกฤษ | 180 | 76 | 39 | 2 | ||
| 5 | ริโอ เฟอร์ดินานด์ | กองหลัง | 7 พ.ย. 1978 | อังกฤษ | 196 | 88 | 214 | 7 | ||
| 6 | เวส บราวน์ | กองหลัง | 13 ต.ค. 1979 | อังกฤษ | 185 | 74 | 357 | 4 | 2 | |
| 7 | ไมเคิล โอเว่น | ศูนย์หน้า | 14 ธ.ค. 1979 | อังกฤษ | 173 | 70 | 42 | 13 | ||
| 8 | แอนเดอร์สัน | กองกลาง | 13 เม.ย. 1988 | บราซิล | 176 | 69 | 119 | 1 | 2 | |
| 9 | ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ | ศูนย์หน้า | 30 ม.ค. 1981 | บัลแกเรีย | 188 | 79 | 114 | 46 | 1 | |
| 10 | เวย์น รูนี่ย์ | ศูนย์หน้า | 24 ต.ค. 1985 | อังกฤษ | 181 | 83 | 302 | 137 | 3 | |
| 11 | ไรอัน กิ๊กส์ | กองกลาง | 29 พ.ย. 1973 | เวลส์ | 180 | 72 | 861 | 158 | 4 | |
| 12 | คริส สมอลลิ่ง | กองหลัง | 22 พ.ย. 1989 | อังกฤษ | 194 | 90 | 17 | 1 | ||
| 13 | พาร์ค จีซุง | กองกลาง | 25 ก.พ. 1981 | เกาหลีใต้ | 177 | 73 | 167 | 21 | ||
| 14 | ฮาเวียร์ เฮอร์นานเดซ | ศูนย์หน้า | 1 มิ.ย. 1988 | เม็กซิโก | 175 | 62 | 27 | 11 | 3 | |
| 15 | เนมานย่า วิดิช | กองหลัง | 21 ต.ค. 1981 | เซอร์เบีย | 189 | 87 | 216 | 17 | 5 | |
| 16 | ไมเคิล คาร์ริค | กองกลาง | 28 ก.ค. 1981 | อังกฤษ | 186 | 75 | 212 | 16 | ||
| 17 | หลุยส์ นานี่ | กองกลาง | 17 พ.ย. 1986 | โปรตุเกส | 175 | 69 | 135 | 26 | 2 | |
| 18 | พอล สโคลส์ | กองกลาง | 16 พ.ย. 1974 | อังกฤษ | 171 | 72 | 662 | 151 | 8 | |
| 19 | แดนนี่ เวลเบ็ค | ศูนย์หน้า | 26 พ.ย. 1990 | อังกฤษ | 185 | 73 | 24 | 5 | ||
| 20 | ฟาบิโอ ดา ซิลวา | กองหลัง | 9 ก.ค. 1990 | บราซิล | 177 | 74 | 22 | 1 | ||
| 21 | ราฟาเอล ดา ซิลวา | กองหลัง | 9 ก.ค. 1990 | บราซิล | 172 | 80 | 64 | 2 | 2 | 1 |
| 22 | จอห์น โอเชีย | กองหลัง | 30 เม.ย. 1981 | ไอร์แลนด์ | 190 | 87 | 379 | 15 | 1 | |
| 23 | จอนนี่ อีแวนส์ | กองหลัง | 2 ม.ค. 1988 | ไอร์แลนด์เหนือ | 188 | 80 | 79 | 2 | ||
| 24 | ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ | กองกลาง | 1 ก.พ. 1984 | สก็อตแลนด์ | 184 | 79 | 284 | 21 | 3 | |
| 25 | อันโตนิโอ วาเลนเซีย | กองกลาง | 4 ส.ค. 1985 | เอกวาดอร์ | 177 | 73 | 52 | 8 | 1 | |
| 26 | กาเบรียล โอแบร์ตอง | ศูนย์หน้า, กองกลาง | 26 ก.พ. 1989 | ฝรั่งเศส | 186 | 79 | 27 | 1 | ||
| 27 | เฟเดริโก้ มาเชด้า | ศูนย์หน้า | 22 ส.ค. 1991 | อิตาลี | 184 | 77 | 27 | 4 | ||
| 28 | ดาร์รอน กิ๊บสัน | กองกลาง | 25 ต.ค. 1987 | ไอร์แลนด์เหนือ | 183 | 77 | 50 | 9 | 3 | |
| 29 | โทมัสซ์ คุสซ์แซค | ผู้รักษาประตู | 20 มี.ค. 1982 | โปแลนด์ | 190 | 84 | 58 | |||
| 30 | ริทชี่ เดอ ลาท | กองหลัง | 28 พ.ย. 1988 | เบลเยียม | 186 | 87 | 6 | |||
| 31 | คอร์รี่ย์ อีแวนส์ | กองหลัง | 30 ก.ค. 1990 | ไอร์แลนด์เหนือ | 180 | |||||
| 32 | มาเม่ บิราม ดิยุฟ | ศูนย์หน้า | 16 ธ.ค. 1987 | เซเนกัล | 178 | 72 | 6 | 1 | ||
| 33 | เบเบ้ | ศูนย์หน้า | 12 ก.ค. 1990 | โปรตุเกส | 190 | 75 | 6 | 2 | ||
| 34 | อันเดอร์ส ลินเดการ์ด | ผู้รักษาประตู | 19 เม.ย. 1984 | เดนมาร์ก | 193 | 80 | 1 | |||
| 35 | ทอม เคลเวอร์ลี่ย์ | กองกลาง | 12 ส.ค. 1989 | อังกฤษ | 175 | |||||
| 37 | โรเบิร์ต บราดี้ย์ | กองกลาง | 14 ม.ค. 1992 | ไอร์แลนด์ | ||||||
| 38 | นิคกี้ อาโจเซ่ | ศูนย์หน้า | 7 ต.ค. 1991 | อังกฤษ | ||||||
| 40 | เบน อามอส | ผู้รักษาประตู | 10 เม.ย. 1990 | อังกฤษ | 180 | 70 | 2 | |||
| 44 | โจ ดุดยอน | กองหลัง | 26 พ.ย. 1990 | อังกฤษ | ||||||
| 45 | โอลิเวอร์ กิลล์ | กองหลัง | 15 ก.ย. 1990 | อังกฤษ | ||||||
| 49 | ราเวล มอร์ริสัน | กองกลาง | 2 ก.พ. 1993 | อังกฤษ | 1 |
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

